<<<พระซุ้มกอสองหน้า องค์บรมครู>>>

 

ด้านหน้า ด้านหลัง ด้านข้าง ด้านข้าง

ประวัติการค้นพบ

"พระซุ้มกอสองหน้า" องค์เดียวในโลก

ผู้ค้นพบ: นายขจรศักดิ์ มัธยโยธิน ค้นพบเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2547

 

บันทึกฉบับนี้เขียนขึ้นเเพื่อให้ท่านที่สนใจได้ทราบถึงที่มาของพระซุ้มกอสองหน้าองค์นี้ที่ได้มามิใช่เพราะไปเดินในตลาดพระแล้วหยิบขึ้นมาเป็นซุ้มกอสองหน้าเหมือนการเช่าพระทั่วไป หากแต่เป็นการค้นพบโดบังเอิญเป็นการค้นพบจากการที่พระซุ้มกอสองหน้าองค์นี้ที่ถูกปกปิดองค์พระมานับร้อยๆปี ครั้งแรกที่พบ มิได้เห็นเต็มองค์เหมือนอย่างที่เห็นเวลานี้ ด้านหน้าของพระ จะเห็นแต่พระเพียงบริเวณ ส่วนด้านหลังจะเห็นเพียงบริเวณนึงเท่านั้น เพราะฉะนั้นการได้รู้ว่าเป็นพระซุ้มกอสองหน้า จึงมิใช่การเดินไปเช่าแล้วหยิบมา หากแต่เป็นการค้นพบโดยใช้เวลาถึงหนึ่งวันกับอีกหนึ่งคืนในการล้างจนได้เห็นองค์พระที่สมบูรณ์ ถ้าไปถามคนทั่วไปที่เป็นนักเลงพระ ก็จะได้รับคำตอบแบบเดียวกันหมด คือเป็นพระปลอมเพราะคนส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยิน และเกือบทั้งหมดก็ไม่เคยได้เห็น

จุดที่ค้นพบ ราวกลางเดือนเดือนมีนาคม 2547

พระองค์นี้ถูกพบในตลาดเมืองชล บริเวณริมถนนหน้าวัดเครือวัลย์ ตอนแรกที่พบนั้นดูไม่ออกว่าเป็นพระอะไร เพราะมีไขสีเหลืองอ่อนแบบสีน้ำผึ้งปกคลุมทั่วไปหมดทั้งองค์ ยกเว้นด้านหน้าที่เห็นแต่ซอกแขนลึกสองข้าง ก็พอจะเดาออกว่าเป็นพระซุ้มกอ ก่อนตัดสินใจถามราคาเช่าก็ลองเอาเล็บจิกตรงไขขาวดู ปรากฏว่าแข็งมากและติดแน่น ในใจคิดว่าคงจะดี ถ้าเราล้างออกเป็นคนแรก เราจะได้เห็นองค์พระที่สมบูรณ์ที่ซ่อนอยู่ใต้นั้น (นี่คงเป็นเหตุผลหนึ่งที่เจ้าของเดิมไม่ยอมล้างหรือล้างไม่ออก) หลังจากชำระเงินเรียบร้อย คนให้เช่าบอกว่าด้านหลังมีพระอีกหนึ่งองค์ลองพลิกไปดูก็ไม่เห็นอะไร นอกจากเส้นตรงในแนวดิ่ง กว้างประมาณครึ่งมม. ยาวประมาณ 3 มม. บอกให้รู้ว่าน่าจะเป็นส่วนบนของแขนซ้าย พอสังเกตุเห็นก็รู้สึกผิดหวังเพราะก็รู้อยู่ว่าพระซุ้มกอสองหน้านั้นไม่มี(ทำไงได้จ่ายเงินไปแล้ว) สรุปมาถึงตอนนี้ก็คือพระองค์นี้ยังไม่มีใครเคยเห็นมาก่อนไม่ใช่เป็นการเช่าพระซุ้มกอที่มีสองหน้าแล้ววางให้เห็นกันทั่วไปแต่ไม่มีใครเอาจนเราไปพบเข้า จึงตัดสินใจเริ่มล้างพระ.....

 

ตัดสินใจเริ่มล้างพระ

เมื่อนำพระกลับมาที่บ้านในกรุงเทพฯในตอนเช้าของวันเสาร์ได้นั่งส่องพระใต้กล้องขยายสองตา พบว่าสภาพผิวตรงขอบบางส่วนเป็นเนื้อที่เป็นแร่ดอกมะขามของกำแพงเพชรอย่างชัดเจนโดยเนื้อมวลสารค่อนข้างมั่นใจว่าเป็นกรุกำแพงเพชร แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ไขขาว นั้นคืออะไรทำไมเจ้าของเดิมไม่แกะหรือล้างเพื่อเช่าต่อจะได้ราคาที่ดีขึ้น หรือว่าท่านอยากจะอยู่ในสภาพแบบนี้ขณะที่กำลังชมพระอยู่นั้น เพื่อนบ้านที่เป็นนักนิยมพระเหมือนกันชื่อคุณนิวาศแวะมาเยี่ยม ก็เลยหยิบให้ชม เพื่อนบ้านผู้นี้แนะนำให้ล้างมิฉะนั้นก็อาจดูได้แต่เพียงความเก่าที่ขาดศิลปที่งดงามไป ซึ่งต้องขอขอบคุณคุณนิวาศมา ณ ที่นี้ 

วิธีการล้าง

 ก่อนจะเริ่มล้างก็ต้องหาทางกำจัดเจ้าไขขาว (บางท่านเรียกว่าราขาว)เสียก่อน เพราะหุ้มไว้หนามาก เมื่อลองเอาคัตเตอร์แซะดู ปรากฏว่าปลายคัตเตอร์หักไปสามสี่ครั้ง ขณะที่ทำนั้น ต้องทำใต้กล้องตลอดเวลาเพื่อไม่ให้ผิดพลาด เมื่อแน่ใจว่าไม่มีทางที่จะกำจัดเจ้าไขขาวนี้ได้จึงนำไปแช่ในน้ำร้อนนานหลายชั่วโมง แล้วนำมาแซะใต้กล้องสลับไปมา มาถึงตรงนี้ก็พอจะเดาได้ว่าทำไมเจ้าของเดิมถึงไม่ล้างพระองค์นี้ ยิ่งถ้าไม่มีกล้อง Low Power Scope แล้วจะทำไม่ได้เลย

กว่าเจ็ดร้อยปี ที่ความงดงามของพระองค์นี้ไม่เคยเปิดเผย

ช่วงเวลาที่ล้างไป ความงามขององค์พระและลวดลายของลายกนกก็ค่อยๆชัดเจนขึ้น หลังจากที่ไขขาวหรือราขาวส่วนที่แข็งได้หลุดไปแล้ว ก็จะพบผงสีขาวบริสุทธิ์ไม่ใช่เศษดิน พูดง่ายๆว่าพระองค์นี้ไม่เคยถูกดินตั้งแต่เริ่มสร้าง  ผงสีขาวดูคล้ายกับผงโรยพิมพ์ที่โปะอยู่บนหน้าทั้งสองหน้า กาลเวลาผ่านไป หลายร้อยปีจนแข็งดั่งหิน ผงสีขาวภายในมีความแข็งน้อยกว่าจึงไม่ยากต่อการล้างและกล้าพูดได้ว่านี่คือการปรากฏโฉมอันงดงามของพระองค์นี้เป็นครั้งแรกในรอบกว่าเจ็ดร้อยปีที่ผ่านมา

เริ่มสอบถามผู้ที่อยู่ในวงการ

จากประสบการณ์ในการเล่นพระกว่า50ปีของตัวเอง บอกได้ว่าพระองค์นี้ไม่น่าเก๊  แล้วพระซุ้มกอสองหน้านั้นมีจริงหรือเปล่า เมื่อไปสอบถามเพื่อนในวงการมากกว่าครึ่งบอกว่าน่าจะเก๊ เพราะพระซุ้มกอสองหน้านั้นไม่มี เลยตัดสินใจนำไปให้ชม ทุกคนที่เห็นพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า จะบอกว่าพระองค์นี้ปลอมหรือเก๊นั้นพูดไม่ได้แล้ว เพราะด้วยมวลสาร, พิมพ์ และอายุจัดอยู่ในกรุกำแพงเพชรที่ถูกต้อง น่าจะเป็นองค์แรกและองค์เดียวในประเทศไทย

 

 

มองในสองมุมเหมือนชีวิตที่มีสองหน้า

สมมติว่าเป็นพระเก๊

ด้วยมวลสารและพิมพ์แบบนี้ถ้าจะทำปลอมทำไมต้องทำสองหน้า  เพราะทำเพียงหน้าเดียวก็เหมือนพระซุ้มกอทั่วไปก็สามารถทำเงินได้หลาย  และยังปล่อยออกได้ง่ายกว่าด้วยมวลสารและพิมพ์ที่ดีขนาดนี้ทำไมต้องเอาไขขาวมาปิด  แล้วยังทำให้ไขขาวแข็งยังกะหิน ทำให้กระบวนการปลอมยุ่งยากกว่าโดยไม่จำเป็นและขายยากอีกต่างหาก

 

สมมติว่าไม่เก๊แล้วทำไมต้องทำสองหน้า

เป็นไปได้ไหมว่าเป็นการสร้างพิเศษสำหรับบุคคลสำคัญ เช่น การสร้างพระในปัจจุบันที่มีพิมพ์พิเศษมอบให้บุคคลสำคัญ  เช่น  กรรมการ ประธานผู้สร้าง ท่านแม่ทัพ หรือถวายเจ้านายชั้นสูงศักดิ์ ข้อสังเกตอีกข้อหนึ่งที่สนับสนุนความคิดดังกล่าวคือการที่ไม่มีเศษดินติดอยู่ในองค์เหมือนมีการห้อหุ้มหรือใส่ในภาชนะที่ปกปิดจนกาลเวลาผ่านไปเนิ่นนานจนผงโรยพิมพ์หรือแป้งนวลนั้นกลายเป็นหินหรือแข็งดั่งหินเหมือนพระบางพิมพ์ที่ถูกเก็บไว้ในผอบสูงและไม่มีคราบดินยกเว้นจะร่วงลงดินเมื่อเจดีย์พังลงมา

 

แล้วทำไมไม่มีคนสนใจจะเช่าไปเมื่ออยู่บนแผงพระ

จากการที่ลองเอาเล็บจิกดูแล้วรู้ว่าแข็งยังกะหิน หลายคนที่ลองแกะดูจึงไม่สนใจที่จะเช่าไปถ้าเผื่อคนให้เช่าบอกก่อนว่าเป็นพระสองหน้า เราก็คงจะไม่เช่า เพราะเราก็เชื่อแต่แรกแล้วว่า

พระซุ้มกอสองหน้านั้นไม่มี

บทส่งท้าย

 บันทึกฉบับนี้เขียนขึ้นเพื่อให้ผู้ที่สนใจได้อ่านและรับทราบถึงที่มาของพระซุ้มกอสองหน้าองค์นี้และหากท่านได้มีโอกาสครอบครองอยู่แล้ว ก็โปรดรับรู้ด้วยว่าท่านมีเราเป็นเพื่อนอยู่อีกคนสำหรับท่านที่เคยคิดอยู่เสมอว่า "ซุ้มกอสองหน้านั้นไม่มี" ก็ขอได้ใช้วิจารณาไตร่ตรองอีกครั้งประวัติศาสตร์นั้นเปลี่ยนไม่ได้ และประวัติศาสตร์ก็มิได้มีไว้ขาย หากแต่มีไว้ให้ศึกษา

"ไม่เคยเห็น กับ ไม่มี นั้นมีความหมายต่างกันมาก"

ขอบคุณทุกท่านที่อ่าน หากท่านมีคำแนะนำหรือข้อมูลเพิ่มเติม

สามารถอีเมลล์มาคุยกันได้ที่ ksak@truemail.co.th

 

 

กลับไปหน้าแรก

 

ติดต่อ อ.แป๊ะ สายไหม โทรศัพท์ 081 843 6653 หรือ อีเมลล์: ksak@truemail.co.th

@Copyright 2006@


mesothelioma - Please help promote this Asbestos Cancer organization by not changing the counter link.  Thanks.